EN TH
โรคตับ . . . อันตรายเพียงใด

      อาการผิดปกติหรือโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างที่เกิดกับอวัยวะภายในร่างกายของเรานั้น เราไม่อาจทราบได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด  นอกจากจะต้องอาศัยการสังเกตุจากอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นและการตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว นานทีปีหนถึงจะป่วยไข้นับว่าคุณเป็นผู้ที่โชคดีมากๆคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะมีอาการผิดปกติบางอย่างที่ไม่อาจทราบได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด คุณควรจะเริ่มดูแลและระวังไว้แต่เนิ่นๆ เพราะว่าหากปล่อยไว้อาการที่ผิดปกตินั้นอาจจะลุกลามกลายเป็นโรคร้ายได้ เพราะอาการบางอย่างสามารถบ่งบอกสุขภาพภายในของคุณได้

 

     ในสัปดาห์นี้หมอจะพูดถึงเกี่ยวกับอาการผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกายของเราที่สำคัญมากๆ อีกอวัยวะหนึ่ง นั่นก็คือ ตับ หน้าที่ของตับนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน คือ สร้างโปรตีน รวมทั้งเป็นแหล่งที่เก็บสะสมน้ำตาลในรูปแบบพลังงานสำรอง หรือเก็บเป็นพลังงานไว้ในรูปแบบแป้ง glycogen ตับยังทำหน้าที่สลาย ทำลายรวมถึงขจัดของเสียอีกด้วย นอกจากนี้ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดีช่วยในการย่อยสลายไขมัน  เป็นแหล่งที่เก็บสะสมของวิตามินเอ และวิตามินดี และยังขจัดคลอเลสเตอรอลด้วย รวมถึงช่วยในการสร้างสมดุลของฮอร์โมนอีกด้วย

 

     โรคที่เกิดขึ้นกับตับที่พบได้บ่อยมีอยู่ 3 โรคด้วยกัน คือ โรคตับอักเสบ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทำให้ตับมีอาการบวมและอักเสบ แต่ก็อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ได้รับปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมทั้งการได้รับยาและสารพิษก็สามารถทำให้ตับอักเสบได้เช่นกัน สำหรับโรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณะสุข คือ ไวรัสตับอักเสบบี และ ไวรัสตับอักเสบซี ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับรวมถึงภาวะตับแข็งด้วย ในปัจจุบันการตรวจเช็คจากเลือดว่ามีภูมิคุ้มกันของโรคไวรัสตับอักเสบทั้งสองนี้หรือยังก็มีควาจำเป็นเพราะป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวเรายังไม่มีภูมิก็ควรจะฉีดวัคซีนป้องกันไว้ แต่ในคนที่ภูมิอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก สำหรับในผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบแต่ไม่มีภูมิคือเป็นพาหะควรจะดูแลตัวเองไม่ให้มีอาการของตับอักเสบ ควรจะหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียดในชีวิตประจำวันโดยการทำกิจกรรมที่ชอบรวมถึงทานอาหารเสริมที่มีประโยชน์ โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นภาวะเสื่อมอย่างมากของตับ ซึ่งเซลล์ตับปกติจะถูกทำลายกลายเป็นเยื่อพังผืด  สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบในประเทศอเมริกามักจะเกิดจากการได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป แต่ก็เกิดจากสาเหตุอื่นๆได้ เช่น การติดเชื้อไวรัส รวมทั้งการได้รับสารพิษและยาก็อาจเป็นสาเหตุได้ โรคไขมันจุกตับ (Fatty liver disease) พบได้บ่อยในบุคคลที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคตับแข็งได้ โรคไขมันจุกตับเกิดจากสาเหตุอื่นได้นอกจากแอลกอฮอล์ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หรืออาหารโปรตีนต่ำ ภาวะวิตามินเอเป็นพิษหรือจากยาบางตัวเช่น Steroid เป็นต้น สำหรับการรักษาจะรักษาอาการตามสาเหตุ เช่น ถ้าเกิดจากโรคอ้วนก็ต้องทำการลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ภาวะไขมันจุกตับนี้ก็จะหายไปหรือดีขึ้น รวมถึงการให้วิตามินอีร่วมด้วยก็จะมีประโยชน์

 

     อาการบ่งบอกที่สื่อว่าตับมีปัญหา คือ มีภาวะตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลียง่าย มักจะมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ หากสังเกตุอุจจาระจะมีสีที่เปลี่ยนไปกลายเป็นสีเทา มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หากมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุต่อไป

วิธีการป้องกันหรือการดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลโรคตับมีอยู่หลายประการด้วยกัน คือ

  1. ควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม ไม่ให้เกิน 1-2 แก้วต่อวัน
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์
  3. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างถาวรหากมีโรคตับเกิดขึ้น หรือเมื่อหายจากอาการของโรคตับแล้ว
  4. ใช้ยาโดยภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรใช้ยาเอง เพราะยาต้องผ่านไปที่ตับหากรับประทานยาอย่างไม่เหมาะสมจะทำให้ตับทำงานแย่ลงจนเป็นอันตรายได้
  5. เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี หากเป็นโรคนี้แล้วจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ และโรคไวรัสตับอักเสบนี้สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับโรคเอดส์ เพราะฉะนั้นควรจะมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยในกรณีที่ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบหรือไม่
  6. ในสุภาพสตรีที่มีประวัติเป็นตับอักเสบให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
  7. การใช้เข็มต่างๆ ควรจะใช้เข็มที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ sterile แล้ว โดยเฉพาะการรักษาแบบฝังเข็ม
  8. ควรจะตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานตับอักเสบเอและบีหรือยัง ถ้ายังไม่มีควรจะพิจารณาฉีดวัคซีนโดยเฉพาะในบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือ เป็นบุคลากรทางการแพทย์
  9. หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ เนื้อดิบหรืออาหารทะเลดิบ เพราะอาหารที่เป็นเนื้อไม่สุกและไม่สะอาดอาจจะทำให้มีการติดเชื้อที่ตับได้

     อาหารเสริมที่มีประโยชน์กับโรคตับมีหลายชนิดด้วยกัน คือ วิตามินบีรวมจะช่วยฟื้นฟูสภาพตับ โคเอนไซม์Q10 วิตามินอี กลูตาไทโอน (Glutathione) เซเลเนียม (Selenium) สมุนไพรที่มีประโยชน์บางชนิด ได้แก่ Milk Thistle ช่วยปกป้องตับจากสารพิษเสริมสร้างเซลล์ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะเป็นการปกป้องตับของเรา รวมทั้งการรับประทานอาหารเสริมอย่างเหมาะสมก็จะให้ประโยชน์  แต่ถ้ารับประทานอาหารเสริมมากเกินไปไม่ได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะมีโทษ เช่น วิตามินเอ หรือหากทานไม่เพียงพอก็จะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร

 

สนับสนุนข้อมูลโดย โรงพยาบาลเซ็นทรัลเยนเนอรัล

http://www.cgh.co.th

สาระสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
Copyright © 2017 Central General Hospital. All Right Reserved.